| อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป |
| ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
Mr.energy ผู้เยี่ยมชม
|
ตอบเมื่อ: Mon Sep 24, 2007 9:43 am เรื่อง: ขอเชิญนักคิดทุกท่าน ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน |
|
|
แต่เดิม การทำงานของ แอร์ ตู้เย็น และระบบการทำความเย็นในอุตสาหกรรมต่างๆ การทำความเย็นจะทำได้ด้วยการใช้สารทำความเย็น Refrigerent ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ และสิ้นเปลืองพลังงานมากที่สุด และตัวต้นเหตุก็คือ ระบบอัดไอ ด้วย Compressure ระบบนี้ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังงานมากก็จริงอยู่ แต่การคิดระบบทำความเย็นแบบนี้ได้ถูกคิดขึ้นมาในอดีค ซึ่งนานมาแล้ว พลังงานยังไม่มีปัญหาในยุคนั้น และจนมาถึงยุคปัจจุบัน ก็ยังไม่มีใครได้คิดระบบอัดไอแบบใหม่ขึ้นมาเลย แต่ในปัจจุบัน ระบบ Compressure อัดไอแบบเก่านี้ ทำให้เกิดการศูนย์เสียพลังงาน ไปถึง 70% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ซึ่งเป็นผลทำให้เกิด คาบอนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น อันเป็นต้นเหตุของสภาวะโลกร้อน
ผม Mr.Energy ขอวิงวอน และเรียนเชิญ ท่านทั้งหลายให้มาช่วยกันคิดระบบอัดไอ แนวใหม่ที่ไม่ต้องใช้ Compressure กันดีกว่า เราทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนร่วมกัน ในเวทีนี้ เรามีนักคิด นักวิจัย นักประดิษฐ์ นักวิชาการ เป็นจำนวนมาก ที่จะได้มาช่วยกันคิดแก้ไขปัญหาใหญ่ของโลก
เรามาช่วยกันคิดระบบอัดไอ แบบใหม่ ซึ่งอาจลดการใช้พลังงานของโลกลงถึง 50% หรือมากกว่านั้น ถ้าทำได้ โลกของเราก็จะลดการใช้พลังงานในส่วนนี้ไปได้อีกทางหนึ่งเป็นอันมาก
เงื่อนไขแนวคิด
ทำอย่างไร เมื่อสารเคมี Refrigerent กลายเป็นไอแล้วอันเนื่องมาจากการดูดซับความร้อน ภายในอีวาปเรเตอร์
ระบบเก่า ไอนี้จะถูก Compressure ดูดไอเข้าไป เพื่อทำการอัดไอให้มีความดันสูงขึ้นมาก ซึงจะทำให้เกิดการควาบแนน ให้สารทำความเย็นกลับมาเป็นของเหลวอีกครั้ง
การอัดให้เกิดแรงดันนั้น Compressure จะต้องทำงานหนักมากจึงทำให้เกิดการศูนย์เสียพลังงานมากเกิดขั้น
แนวความคิดในระบบการทำความเย็นแบบใหม่นั้น เราควรตัด Compressure ออกไปจากระบบ แต่ควรหาทางทำให้ ไอ นั้นกลายเป็นของเหลวใหม่อีกครั้ง ด้วยวิธีง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้พลังงานมากมายมหาศาลเหมือนระบบเดิมๆ
จริงๆ แล้ว การควบแน่น มีอีกหลายวิธี แต่ก็ยังไม่มีใครเคยคิดออกมาเพื่อ ปฎิวัต ระบบแอร์ใหม่ เพราะปัญหาต่างๆยังไม่รุนแรงนัก ระบบควบแน่นอีกวิธี คือลดความดันลง อีกวิธีก็คือ เพื่มความเย็นให้กับ ไอ หรือพูดอย่างง่ายๆคือ ทำให้ไอนั้นเย็นลงโดยเร็วที่สุด
เห็นไหมครับ แนวความคิดมี หลักการมี และยังมีอีกมากถ้านักคิดทั้งหลายช่วยกันคิด
เราทั้งหลายมาช่วยออกความคิดเห็นในเชิงวิชาการกันก่อนดีกว่าครับ อาจมีแนวทางใหม่ๆเกิดขึ้นได้ และเป็นหนทางที่จะนำไปเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้ในที่สุด
จุดเริ่มต้นทั้งหลายอยู่ที่ ท่านทั้งหลายที่เป็นประชากรโลก และท่านทั้งหลายที่มีส่วนทำให้โลกร้อน ด้วยการพึ่งพาความเย็นจากระบบ แอร์ แม้กระทั่งตู้เย็นที่บ้านของท่าน
ดังนั้น จึ่งไม่เว้นใครสักคนเดียว ที่ไม่ได้ทำให้โลกร้อน
เรามารับผิดชอบในการกระทำของเราเองเถอะครับ
หยุดโลกร้อนเดี๋ยวนี้ ก่อนที่เราจะไม่มีโอกาสที่จะหยุดมัน  |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ชาลี สีขาว ผู้เยี่ยมชม
|
ตอบเมื่อ: Tue Sep 25, 2007 2:20 am เรื่อง: คาบอนไดออกไซด์ |
|
|
เป็นเรื่องดีที่จะช่วยกันคิด
แต่ถามนิด เจ้า compressor ในระบบทำความเย็น หรือระบบปรับอากาศ นี่เป็นผลทำให้เกิด คาบอนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น อันเป็นต้นเหตุของสภาวะโลกร้อน ยังไง ต้องมองไกลไปถึงโรงไฟฟ้าหรือเปล่า ว่าไปแล้วต้นกำเนิดพลังงานของโรงไฟฟ้าที่ปล่อยคาบอนไดออกไซด์ บนโลกใบนี้ก็ไม่มากเมื่อเปรัยบเทียบกับแหล่งปลดปล่อยคาบอนไดออกไซด์อื่นๆ และสิ่งที่ทำให้โลกร้อนก็ไม่ใช่ลำพังกาซคาบอนไดออกไซด์ แน่นอน
ในระบบทำความเย็น หรือระบบปรับอากาศ ปกติจะใช้พลังงานไฟฟ้า ส่วนสารทำความเย็นสมัยก่อนใช้ R 12 ( Freon 12 ถ้าจำไม่ผิด ) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดสารที่เรียกว่า CFC ( Chloro-fluoro-carbon ) แต่เขาเลิกใช้ไปนานแล้ว ปัจจุบันใช้ R 134a ( Name: tetrafluoroethane, HFC-134a, CH2 FCF3 ) และตัวอื่นๆ เช่น Fluorine Refrigerant (R404a) ซึ่งไม่ก่อให้เกิดสาร CFC แทน ปัญหาที่ว่าพลังงานสูญเสียไปกับ compressor มาก ปัจจุบันก็มัเทคโนโลยีควบคุมการทำความเย็นมากมายที่มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน ส่วนการหาวิธีอื่นแทนการใช้ compressor เพื่อการควบแน่นนั้น ต้องลองไปดูหลักการเรื่องเทอร์โมไดนามิค แล้วจะเข้าใจ การที่จะทำให้สารทำความเย็น(ในสภาพเป็นไอ ความดันสูง อุณหภูมิสูง จากการอัด) เกิดการควบแน่นนั้น ขั้นแรกก็โดยการลดอุณหภูมิลง (แผงระบายความร้อนหลังตู้เย็น : คอยล์ร้อน) จากนั้นก็ลดความดันของสารทำความเย็นลง (ด้วย Expansion value หรือ capillary tube ) เมื่อสารทำความเย็นมีอุณหภูมิลดลง ความดันลดลง ก็จะกลับคืนสภาพเป็นของเหลวที่อุณหภูมิปกติ จากนั้นก็จะไหลกลับไปรับการถ่ายเทความร้อน(ภายในตู้เย็น : คอยล์เย็น) เป็นวัฎจักรการทำความเย็น ส่วนกระบวนการปรับอากาศ มีหลักการต่างออกไปบ้าง เพราะอาศัยหลักการถ่ายเทความร้อน และมวลอากาศ ( Heat & Mass tranfer ) มาช่วยในการออกแบบด้วย
ถ้าจะถามว่ามีไหมระบบทำความเย็น ระบบปรับอากาศ ที่ไม่ใช้ compressor ตอบได้ว่ามี และมีมาตั้งแต่มีการคิดค้นระบบทำความเย็นนั่นแหละ สิ่งที่ใช้แทน compressor คือพลังงานจากความร้อน (ตู้เย็นโบราณแบบใช้ตะเกียงน้ำมันกาด) สารที่ใช้ทำความเย็นคือแอมโมเนีย (NH4) โดยใช้หลักความแตกต่างของจุดเดือดจุดหลอมเหลวของสารสองชนิดในระบบ ปัจจุบันมีการนำมาใช้ในระบบที่มีกระบวนการแลกเปลี่ยนความร้อนอยู่บ้างเหมือนกัน
ลองใช้หลักการนี้กับรถยนต์ดูสิ ความร้อนจากท่อไอเสียมีมากพอทำระบบปรับอากาศในรถยนต์ได้อยู่แล้ว เป็นการลดภาระการทำงานเครื่องยนต์ที่ต้องไปฉุด compressor ได้ ปัญหาที่ต้องคิดคือเมื่อติดเครื่องยนต์ระบบปรับอากาศจะทำงานไดถึงอุณหภูมิที่ต้องการ้เร็วแค่ไหน อีกเรื่องคือสารที่จะนำมาใช้ (แอมโมเนีย นั้น เมื่อรั่วไหลมีกลิ่น เป็นอันตรายต่อทางเดินหายใจ แต่หาง่าย ราคาไม่แพง และใช้เป็นสารทำความเย็นในระบบคู่กับน้ำได้)
ลองทำดู คุณทำได้
ไม่เก็บตังค์ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
Mr.energy ผู้เยี่ยมชม
|
ตอบเมื่อ: Tue Sep 25, 2007 7:44 am เรื่อง: การปฏิรูป แก้ไขระบบการทำความเย็น |
|
|
เรียนคุณชาลี สีขาว
ผมยังมีข้อสงสัยครับ ไม่ทราบว่าผมเข้าใจผิด หรือคุณชาลีเข้าใจผิด ผู้รู้จริงช่วยตอบด้วยครับ
ในประเด็นนี้ เราจะพูดถึงเฉพาะ สารทำความเย็นที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เราจะไม่พูดถึง แอมโมเนีย หรือหลักการในระบบอื่นๆ หลักการทำความเย็นของระบบแอร์ในปัจจุบันนั้น การฉีดสารทำความเย็นเข้าคอยเย็นต้องการแรงดันต่ำเพื่อให้สามารถ ที่จะฉีดสารทำความเย็นให้เป็นฝอยละอองได้เท่านั้น ความจริงแล้วแรงดันเพียง 10 Psi ก็สามารถฉีดสารให้เป็นละอองเพื่อทำการดูดซับความเย็นได้แล้ว แต่ระบบในปัจจุบันใช้แรงดันต่ำประมาณ 60-80 Psi สารเคมีขยายตัวและกลายเป็นไอ เพื่อดูดซับความร้อนจากคอยเย็น ทำให้เกิดความเย็น จากนั้น Compressure จะทำหน้าที่ดูด สารทำความเย็นซึ่งดูดซับความร้อนแล้ว กลายเป็นไอ แต่จะต้องผ่าน Compressure ก่อน เพื่อทำการอัดไอ ให้เกิดแรงดันประมาณ 200 Psi ซึ่งการอัดความดันจะเป็นการควบแน่น ทำให้สารเคมีกลับกลายเป็นของเหลวอีกครั้ง จากนั้นจึงจะส่งไปที่ คอนเดนเซอร์ เพื่อไประบายความร้อนออกก่อน ที่คอยร้อนก็ยังคงมีความดันที่สูงอยู่ แล้วจึงไปลดความดันลงอีกทีก่อนเข้าคอยเย็น
โดยลดท่อให้เล็กลง ที่เรียกว่า แคปทิ้ว
ผมวิเคราะห์ระบบนี้แล้ว ลองคิดดูซิ ครับ มันยังไงๆอยู่นะ
ประเด็นของผมก็คือ การควบแน่นสารเคมีให้กลายเป็นของเหลว โดยการใช้ Compressure นั้นมันสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่า เครื่องจักรใดๆ วิธีการควบแน่น โดยใช้วิธีอื่นๆไม่มีแล้วหรือไง จึงต้องใช้ Compressure เพียงอย่างเดียว
การควบแน่น จะใช้ความเย็นก็ได้ซึ่งการควบแน่นโดยธรรมชาติ เมื่อไอ ถูกความเย็นหรือมีอุณหภูมิลดลงจนถึงจุดอิ่มตัว ก็จะกลายเป็นของเหลวได้เช่นกัน
ในสมัยก่อน ชาวอินเดียน ใช้แผ่นหนังเจาะรู แล้วไปขึงไว้ บริเวณที่มีหมอก เมื่อหมอกกระทบแผ่นหนัง ที่เจาะรูไว้ ความเย็นของแผ่นหนังในตอนเช้า เมื่อหมอกมากระทบ ก็เกิดการควบแน่นกลาเป็นน้ำ จากไอ กลายเป็นของเหลว นี้คือการควบแน่นโดยใช้วิธีธรรมชาติ ไม่ได้สิ้นเปลืองพลังงานเลย ปัจจุบัน เทคโนโลยีไปไกลแล้ว น่าจะปฏิวัติ ระบบทำความเย็นได้แล้ว โดยไม่ใช้ คอม
ต้องช่วยกันคิดครับ จึงจะทำได้
อีกประเด็นก็คือ พวกเราชาวมนุษย์ ไม่สามารถที่จะประหยัดพลังงานได้จริงๆ ทุกคนต้องการใช้พลังงานกันทั้งสิ้น และต้องการมากขึ้นทุกวัน เราจะมาแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุไม่ได้เด็ดขาด เราต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แก้อย่างไร
1 เราต้องหาพลังงานมาสนองความต้องการของมนุษย์ให้เพียงพอให้ได้ ไม่ต้องประหยัด
2 เมื่อมนุษย์คนไดใช้พลังงาน นั่นหมายความว่า พลังงานที่เขาใช้ต้องช่วยให้โลกเย็นลงได้
3 ต้องปรับปรุง หรือปฏิวัต ระบบในเครื่องจักรกลทุกชนิด ที่มีส่วนหรือเป็นต้นเหตุของโลกร้อน
มนุษย์เราสามารถทำได้ทั้ง 3 ข้อครับ ถ้าจะทำ
สำหรับ Mr.energy มีอุดมการ ใน3 ข้อนี้อยู่แล้วและกำลังผลักดันให้เป็นไปได้ครับ ใครจะช่วยผม ปฏิวัติระบบพลังงานกันบ้างละครับ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ชาลี สีขาว ผู้เยี่ยมชม
|
ตอบเมื่อ: Wed Sep 26, 2007 7:51 pm เรื่อง: ใต้ต้นแอ๊บเปิ้ล |
|
|
ใต้ร่มต้นแอ๊บเปิ้ล ของวันหนึ่ง เย็นลมโชยมา
"เจ้าหนุ่ม นิวตัน ที่นอนเล่นเพลินอยู่ใต้ต้นแอ๊บเปิ้ล พลันต้องสะดุ้ง เมื่อมีลูกแอ๊บเปิ้ลหล่นลงตรงกบาลพอดิบพอดี หลังจากเอามือกุมหัวที่ปูดป้อยๆ สักครู่ ทันใดนั้น เจ้าหนุ่มนิวตัน ก็หายปวดหัวเป็นปลิดทิ้ง เมื่อคิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้..."
นิทานเรื่องนี้ เป็นที่มาของความเข้าใจเรื่องแรงโน้มถ่วง และองค์ความรู้ที่เรียกว่า กฏของนิวตัน (Newton 's Law) นี่ไม่ใช่การค้นพบโดยบังเอิญของนิวตัน เพราะใครต่อใครหลายคนก็คงเคยโดนลูกแอ๊บเปิ้ลหล่นใส่หัวมาก่อนนักต่อนักแล้ว ตกแล้วก็ตกไป ได้แต่บ่นพึมพัมอยู่ในใจ ไอ้ลูกแอ๊บเปิ้ลบ้า แต่นี่เป็นการค้นพบของ หนุ่มนิวตัน ด้วยความมีหลักคิด และเหตุผล ความบังเอิญจะมีส่วนช่วยบ้างก็เพียงบังเอิญลูกแอ๊บเปิ้ลหล่นใส่หัวของเจ้าหนุ่มช่างคิดเท่านั้น
กลับมาที่เรื่องของ Mr.energy ดีกว่า
ขอแนะนำให้หาหนังสือเรื่อง การทำความเย็น และ การปรับอากาศ มาอ่านก่อน หรือจะค้นหาเรื่องนี้ทางอินเตอร์เน็ตก็ได้ คงมีอยู่มากมาย เพื่อจะได้ทำความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องนี้ได้ถูกต้อง สิ่งที่ Mr.energy สงสัยและตั้งคำถามถึงผู้รู้นั้น เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น
1. Mr.energy : 'การฉีดสารทำความเย็นเข้าคอยล์เย็นต้องการแรงดันต่ำเพื่อให้สามารถ ที่จะฉีดสารทำความเย็นให้เป็นฝอยละอองได้เท่านั้น'
ที่ถูกต้องคือ สารทำความเย็นจะถูกทำให้อยู่ในสภาพเป็นของเหลวก่อนเข้าสู่คอยล์เย็น (Evaporater) เพื่อรับการถ่ายเทความร้อน(ภายในตู้เย็น) ซึ่งโดยปกติความร้อนจะถ่ายเทจากที่อุณหภูมิสูงไปสู่ที่อุณหภูมิต่ำเสมอ (เช่นเดียวกับที่น้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำตามธรรมชาติ) แม้ความร้อนในตู้เย็น จากพืช ผัก ผลไม้ ของแช่ จะมีอุณภูมิเท่าอุณหภูมิห้องปกติ แต่สารทำความเย็นมีคุณสมบัติพิเศษคือมีอุณหภูมิจุดเดือดต่ำ (หมายความว่ามันสามารถเดือดได้ที่อุณหภูมิต่ำ แม้แต่ที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิห้องปกติก็ตาม) ดังนั้นมันจึงสามารถรับการถ่ายเทความร้อนจากภายในตู้เย็นได้ (ในตู้เย็นจึงมีอุณหภูมิต่ำลง)
2. Mr.energy : 'ความจริงแล้วแรงดันเพียง 10 Psi ก็สามารถฉีดสารให้เป็นละอองเพื่อทำการดูดซับความเย็นได้แล้ว'
ตัวเลขความดันคงไม่ยืนยันเพราะจำไม่ได้และไม่อยากค้นหาคำตอบ (การคำนวณความดัน, อุณหภูมิ ฯลฯ ในระบบทำความเย็น ดูจากตารางคุณสมบัติสารทำความเย็น, Pressure-Enthalpy diagram ) แต่ที่ผิดคือสารทำความเย็น (Refrigerant) ไม่ได้ทำหน้าที่ดูดซับความเย็น เหตุผลตามตัวอย่างที่ 1 คือ อุณหภูมิต่ำ(ที่เรารู้สึกเย็น) ไม่สามารถถ่ายเทไปที่อุณหภูมิสูง(ที่เรารู้สึกร้อนได้) ไม่ว่าด้วยกรรมวิธีใดๆ (ส่วนที่มีคำกล่าวว่าน้ำไหลขึ้นที่สูงได้โดยใช้เครื่องสูบน้ำนั้น ก็เป็นเพียงการใช้พลังงานในรูปอื่นเข้ามาช่วยเท่านั้น แต่กฏยังคงอยู่เช่นเดิม คือน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกทางทิศตะวันตกเสมอ เว้นแต่ตื่นเช้าขึ้นมามืดฟ้าครึ้มฝนไม่เห็นดวงอาทิตย์ หรือเมาจนตาลายเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก หรือไปอยู่บนดวงดาวอื่นเท่านั้น ) ดังนั้นสารทำความเย็นจะควรถูกทำให้มีสภาพเป็นของเหลวก่อนเข้าสู่คอยล์เย็น เพื่อรับการถ่ายเทความร้อน
3. Mr.energy : 'ใช้แรงดันต่ำประมาณ 60-80 Psi สารเคมีขยายตัวและกลายเป็นไอ เพื่อดูดซับความร้อนจากคอยเย็น ทำให้เกิดความเย็น'
ตัวเลขความดันคงไม่ยืนยันเหมือนเดิม แต่ความดันขาเข้าคอยล์เย็นนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นความดัน ณ จุดนี้ขึ้นอยู่กับความดันที่เกิดจากการสร้างของ compressor ,การออกแบบท่อไหลเวียนสารทำความเย็น ,วาล์วลดความดัน เป็นหลัก แต่ที่ว่าสารเคมีขยายตัวและกลายเป็นไอ เพื่อดูดซับความร้อนจากคอยเย็น นั้นกลับกันนิดเดียว คือความร้อนที่ถ่ายเทมาจากภายนอกเป็นตัวทำให้สารทำความเย็นเดือดระเหยเป็นไอ
4. Mr.energy : 'แต่จะต้องผ่าน Compressure ก่อน เพื่อทำการอัดไอ ให้เกิดแรงดันประมาณ 200 Psi ซึ่งการอัดความดันจะเป็นการควบแน่น ทำให้สารเคมีกลับกลายเป็นของเหลวอีกครั้ง'
อันนี้ยิ่งหนัก ตัวเลขความดันคงไม่ยืนยันเหมือนเดิม แต่รู้ไหมว่าความดัน 200 Psi นี่มันจะเป็นความดันทุรังขนาดไหน อย่าทำเป็นล้อเล่นกับความดันขนาดนี้นะ การอัดไอสารทำความเย็นไม่ใช่เป็นการควบแน่นให้กลายเป็นของเหลว เป็นความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง Compressor ทำหน้าที่เพียงเพิ่มความดันตามวัฎจักรการทำความเย็นเท่านั้น ไม่มีมันสารทำความเย็นก็ไม่สามารถไหลเวียนแลกเปลี่ยนถ่ายเทความร้อนได้ ผลที่ตามมาจากการอัดไอสารทำความเย็นคือทำให้อุณหภูมิไอสารทำความเย็นสูงขึ้น (หาอ่านดูเรื่องกฏของกาซ เรื่องปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ) ความดันที่ต้องการอัดมีค่าเท่าไร ขึ้นอยู่กับสารทำความเย็น, ปริมาตรสารทำความเย็นที่ใช้ ประสิทธิภาพในเชิงความร้อน (Thermal efficiency) ที่ต้องการ ข้อมูลสำคัญที่ใช้ออกแบบดูได้จากตารางคุณสมบัติสารทำความเย็น, Pressure-Enthalpy diagram สิ่งที่สำคัญของ Compressor คือสารทำความเย็นก่อนเข้า Compressor ต้องมีสภาพเป็นไอโดยสมบูรณ์ มิฉนั้นจะเกิดความเสียหายกับ Compressor ได้ (การออกแบบเครื่องอัดไอกาซ กรณีทั่วไปจะไม่ใช้สารหล่อลื่น ดังนั้นการมีของเหลวหลุดเข้าไปใน Compressor ไม่ได้เป็นผลดีในเรื่องการหล่อลื่นแต่จะก่อความเสียหายได้ ) ในกรณีระบบทำความเย็นผู้ออกแบบจะออกแบบให้คอยล์เย็นสามารถรับการถ่ายเทความร้อนได้มากพอจนสารทำความเย็นเดือดระเหยเป็นไอได้หมดก่อนเข้าไปสู่ Compressor เพื่อความแน่นอนผู้ออกแบบจะติดตั้งตัวเซนเซอร์วัดอุณหภูมิขาออกจากคอยล์เย็นไว้เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุณหูมิขาออกของสารทำความเย็นเมื่อได้รับการถ่ายเทความร้อนมาแล้วจะสูงพอถึงจุดกลายเป็นไอหมดได้
4. Mr.energy : 'แล้วจึงไปลดความดันลงอีกทีก่อนเข้าคอยเย็น โดยลดท่อให้เล็กลง ที่เรียกว่า แคปทิ้ว'
แคปทิ้ว คงเป็นภาษาเรียกของช่างแอร์ พอเข้าใจได้ ชื่อจริงคือ Capillary tube มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆช่วยลดความดัน(เนื่องจากความฝืดของท่อขนาดเล็ก) เนื่องจากต้องการความยาวของท่อลดความดันพอสมควรในการลดความดันให้ถึงจุดที่ต้องการ ดังนั้น Capillary tube จึงถูกขดไว้จนมีลักษณะคล้ายขดลวด นอกจาก Capillary tube ยังมีแบบที่เรียกว่า Orific tube ซึ่งอาศัยหลักความดันลดผ่านช่องแคบ ในระบบขนาดใหญ่ เราจะไม่พบ Capillary tube แต่จะใช้เป็น Expansion value แทน ซึ่งสามารถออกแบบลดความดันได้ตามต้องการแทน ทั้ง Capillary tube และ Expansion value ก็จะมีการติดตั้งตัวเซนเซอร์วัดอุณหภูมิไว้เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุณหูมิ ณ จุดนี้ของสารทำความเย็นต่ำพอที่จะทำให้แน่ใจได้ว่า สารทำความเย็นทั้งหมดจะอยู่ในสภาพของเหลวก่อนเข้าสู่คอยล์เย็นเพื่อไปรับการถ่ายเทความร้อนได้เต็มประสิทธิภาพ
5. Mr.energy : 'ประเด็นของผมก็คือ การควบแน่นสารเคมีให้กลายเป็นของเหลว โดยการใช้ Compressure นั้นมันสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่า เครื่องจักรใดๆ วิธีการควบแน่น โดยใช้วิธีอื่นๆไม่มีแล้วหรือไง จึงต้องใช้ Compressure เพียงอย่างเดียว'
หลงประเด็นไปเลย กลับไปอ่านตัวอย่างที่ 4 อีกรอบสองรอบ Compressor ไม่ใช่เครื่องควบแน่น และไม่ได้มีเพื่อการควบแน่นแต่ประการใด และการกล่าวหาว่า Compressor นั้นมันสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่า เครื่องจักรใดๆ ก็ทำร้ายจิตใจ Compressor มากเกินไป
........วิธีการควบแน่น โดยใช้วิธีอื่นๆไม่มีแล้วหรือไง จึงต้องใช้ Compressor เพียงอย่างเดียว......... วิธีควบแน่น (Condensation) ไม่มีอย่างเดียวจริงๆคือไม่มีการใช้ Compressor ในการควบแน่น เพราะมันไม่เคยมีใครพบมาก่อนว่าทำได้ตราบเท่าทุกวันนี้
สำหรับอุดมการณ์ 3 ข้อของ Mr.energy ก็รับฟังอยู่ อย่าลืม ปิดแอร์ ปิดพัดลม ดับเครื่อง ปิดไฟ เข้านอนซะ มันเปลืองพลังงานนะ
ของแถม >>
Classification of main refrigerants
ตัวอย่างตารางคุณสมบัติสารทำความเย็น และ Pressure-Enthalpy diagram ของ R-22
ตามไปดู คลิ๊กที่ภาพ, ข้อความ
เขียนๆมาเป็นหลักพื้นฐานทางทฤษฎี คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจด้วยเห็นว่าทฤษฎีเข้าใจยากต่างกับการทำให้เห็นจริง แต่การประดิษฐ์ คิดค้น ด้วยหวังว่าจะพบอะไรเข้าโดยบังเอิญโดยไม่มีพื้นฐานหลักคิดนั้น เหมือนฝันว่าจะค้นพบสักวันหนึ่งว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตกนั่นแหละ ฝันได้ ฝันดี ใครๆก็คงเคยฝันแบบนี้กันมาบ้าง แต่ฝันแล้วเราจะพบว่าตื่นเช้าขึ้นมาความจริงที่ยังเห็นเป็นอยู่คือดวงอาทิตย์ยังคงขึ้นทางทิศตะวันออกไม่เปลี่ยนแปลง สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ๆ ญี่ปุ่นต้องพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก เครื่องจักรเครื่องมือที่ทันสมัยยังต้องพึ่งพาสั่งซื้อจากประเทศตะวันตกมาใช้ในการพัฒนาประเทศ แต่ด้วยความคิดในการพัฒนาและความมุมานะ ทำให้ญี่ปุ่นนำเครื่องจักรเครื่องมือทันสมัยของประเทศตะวันตกเครื่องแรกๆมาชำแหละ ถอด รื้อ ศึกษ าและทำมันขึ้นมาใหม่เองจนประสบความสำเร็จ บางอย่างก็ยังล้ำหน้าประเทศตะวันตกไปด้วยซ้ำ ทำให้ยุคสมัยนั้น แจ๊ก ไทย ฝรั่ง ต่างพากันค่อนขอดญี่ปุ่นว่าเป็น 'นักลอกเลียนแบบระดับโลก' ไปเลย แต่ความจริงต่อมาที่คนทั่วโลกต้องยอมรับคือสิ่งที่คนญี่ปุ่นทำนั้นเป็นศาสตร์ที่เรียกว่า 'วิศวกรรมย้อนรอย' ( Reverse engineering ) เป็นการย้อนดูที่มา ของเครื่องจักร เครื่องมือ ส่วนประกอบ วัสดุ หน้าที่ หลักการทำงาน ในทุกขั้นตอน เพื่อศึกษาวิเคราะห์องค์ความรู้ และพัฒนาทางเลือกใหม่ๆ เช่นเปลี่ยนวัสดุใหม่ที่มีคุณสมบัติดีขึ้นกว่าเดิม เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยกว่าเดิม เป็นต้น ปัจจุบัน 4-5 ปีที่ผ่านมา บ้านเราก็มีการจัดให้ศาสตร์ที่เรียกว่า 'วิศวกรรมย้อนรอย' เข้าเป็นหลักสูตรการสอนในบางสถาบัน
สำหรับ ชาลี สีขาว ไม่มีร่องรอยอะไรให้ย้อน นอกจาก รอยย่น บนใบหน้า รอเวลาปลดปล่อยทุกเวลานาที
สวัสดี
หมายเหตุ :
ถามจริงๆเหอะ Mr.energy นี่ขี้เกียจอ่านหนังสือ หรือค้นหาข้อมูลหรือเปล่า เพราะไอ้ที่เขียนข้างต้นนี่ก็อ่าน ก็ค้นได้ทั่วไปอยู่แล้ว อย่าถามมาอีกนะถ้ายังไม่ไปอ่านหนังสือ เหลวไหลจริงๆ วันนี้ไปอ่านหนังสือซะ พรุ่งนี้อ่านแล้วได้อะไรบ้าง เอาการบ้านมาส่งด้วยนะ ว่าจะไม่เขียนตอบแล้วเชียวนา |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ผู้เยี่ยมชม
|
ตอบเมื่อ: Thu Sep 27, 2007 2:03 pm เรื่อง: |
|
|
จากการบรรยาย .ธรรม ของคุณ ชาลี สีขาว เมื่ออ่านอย่างผิวเผิน โดยที่ไม่ได้พิจารณาจากความรู้จริงที่ถูกต้อง ถ่ายทอดให้กับคนที่ไม่มีความรู้จริง ก็จะเชื่อตามนั้น เพราะ ธรรม ของคุณชาลี สีขาว ฟังดูแล้วก็เรียบง่าย ตามตำราแบบผิวๆเผินๆ เหมือนมีเหตุมีผล แต่ธรรม นี้นั้น มาจาก เณร ที่พึ่งจะเรียนรู้บาลี เพียงผิวเผินเท่านั้น ยังไม่ถึงไหนเลย แถนยังสอนให้ผู้อื่นมีความรู้ผิดเสียอีก
Mr.energy ขอแก้ข้อผิด ในธรรม ของ เณร ชาลี สีขาว เพื่อไม่ให้ผู้ไม่รู้ เกิดการเข้าใจผิด
ในข้อ 1 เณรชาลี สีขาว ตอบว่า สารทำความเย็นจะถูกทำให้อยู่ในสภาพเป็นของเหลวก่อนเข้าสู่คอยล์เย็น (Evaporater) ข้อนี้ถ้าดูผิวเผิน ไม่ได้ลงลึก ก็คิดว่าถูกต้อง แต่ความเป็นจริงก็คือ
เมื่อสารทำความเย็น เข้าไปใน (Evaporater) จะต้องถูกฉีดให้เป็นฝอยละออง เพื่อที่จะสามารถดูดซับความร้อนได้ เพราะ ถ้าสารทำความเย็นยังอยู่ในสภาพที่เป็นของเหลวก่อน อย่างที่ เณร บอกละก็ แอร์ไม่มีทางเย็นได้นะครับ เพราะถ้าอยู่ในสภาวะของเหลว สารทำความเย็น ไม่สามารถดูดซับความร้อน และกลายเป็นไอได้ เณร อย่าหลงประเด็น กลับไปเรียน บาลี ใหม่ให้เข้าใจก่อนเถาะ
ในข้อ 2 การคำนวณความดัน ก็ไม่เห็นมีอะไรยากเลย คิดจากความยาวของท่อที่ขดไปมาอยู่ ใน Evaporater กับการฉีดเป็นฝอยละออง ของน้ำยา ที่จะให้ระเหยหมดพอดี ( ไม่เป็นของเหลว )
เพราะฝอยละอองขอน้ำยาได้ดูดซับความร้อน และกลายเป็นไอได้หมดพอดีภายในEvaporater เรื่องนี้ไม่เห็นต้องสอนกันเลย ตำราก็มีอยู่เยาะ ลองกลับไปอ่าน และหัดคำนวณดู อย่างเที่ยวได้ว่าคนอื่นไม่เป็น ไม่รู้ หรือไม่ได้อ่านหนังสือ ข้อสำคัญ อ่านแล้วต้องทำด้วย ถึงจะรู้จริง
ในข้อ 3 ไอซึ่งมีความร้อนแฝง อยู่ในสารทำความเย็น ก่อนออกจาก Evaporater จะถูก Compressure ดูด จนเกิดแรงดันต่ำขึ้น ภายใน Evaporater และความดันต่ำนี้เองทำให้จุดเดือดของ น้ำยาทำความเย็น มีจุดเดือดที่ต่ำลง การมีจุดเดือดต่ำลง ทำให้เกิดความเย็นสูงขึ้น ส่วนความร้อน ได้แฝงตัวอยู่ในไอของสารทำความเย็นแล้ว ถูกดูดออกจาก Evaporater เขาไปสู่การอัดไอ ให้เกิดการควบแน่นใน Compressure
อันนี้เป็น ธรรมชั้นสูง เณร ยังไม่ได้เรียนรู้ลึกซึ้ง จึงคงจะเข้าใจได้ยาก
ในข้อ 4 โอ้ว..... อนิจจัง สงสัยต้องอบรมกันยกใหญ่ เณรชาลี สีขาว เอ้ย น่าสงสาร
Mr.energy จะสั่งจะสอน เณรให้เข้าใจ
การทำให้ไอเป็นของเหลว หรือการควบแน่นเกิดขึ้นได้หลายวิธี เช่น โดยการนำความร้อนออกจากไอ หรือการเพิมความดัน หรือทั้งเอาความร้อนออกและเพิ่มความดันให้กับไอ ดังต่อไปนี้
1 วิธีเอาความร้อนออกจากไอ ณ เงื่อนไขหนึ่ง เมื่อไอถูกทำให้เย็นลง ก็จะทำให้ไอบางส่วนกลายเป็นของเหลว นั่นก็เพราะว่า ไอไม่สามารถคงสถานะไออยู่ได้ ถ้าไอถูกทำให้เย็นลงจนต่ำกว่าอุณหภูมิอิ่มตัว โมเลกุลของไอมีพลังงานและความเร็วไม่เพียงพอที่จะเอาชนะแรงดึงดูด จึงไม่สามารถคงสถานะเป็นไออยู่ได้ เลยกลายเป็นของเหลว เมื่อไออยู่ในภาชนะปิดกลายเป็นของเหลว
ปริมาตรที่ว่างเหนือของเหลวเท่าเดิม ความหนาแน่นไอ ความดันไอก็จะลดลง และอุณหภูมิไอต่ำกว่าอุณหภูมิอิ่มตัว ไอก็จะเป็นของเหลวอีก
ที่ คอนเดนเซอร์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทำให้ไอกลายเป็นของเหลวได้เพราะ ไอได้เข้าไปสู่ภาชนะปิด มากกว่าจำนวนไอที่กลายเป็นของเหลว เพราะไอที่เป็นของเหลวไหลออกไปได้ ความหนาแน่นความดัน อุณหภูมิอิ่มตัวจะยังคงตัวอยู่ และการกลายเป็นของเหลวก็จะเกิดขั้นอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่ความร้อนถูกเอาออกไปจากไอ
อีกวิธีหนึ่งของการทำให้ไอกลายเป็นของเหลว หรือที่เรียกว่า การควบแน่น ตามที่ Mr.energy ได้กล่าวถึง และมี เณร ไม่เข้าใจ จึงต้องสั่งสอนกัน ให้เข้าใจเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้หลงประเด็น
วิธีที่ 2 โดยการเพิ่มความดัน
เมื่อไอถูกอัดภายใต้เงื่อนไขอุณหภูมิคงตัว ที่ไม่เกินอุณหภูมิวิกฤต ปริมาตรของไอลดลง ความหนาแน่นของไอได้ถูกอัดตัวจนเพิ่มขึ้น เมื่อโมเลกุลของไอถูกบังคับให้ไปรวมตัวกัน ในปริมาตรเล็กๆ ตัวอย่างเช่น ไอร้อนยิ่งยวด ( ไออุณหภูมิสูงกว่าไออิ่มตัว) เมื่อเพิ่มความดันให้สูงขึ้น อุณหภูมิอิ่มตัวของไอจะสูงขึ้นและความดันก็สูงขึ้นจนกระทั่งอุณหภูมิอิ่มตัวของไอ เท่ากับอุณหภูมิปรากฎของไอ ( อุณหภูมิไอร้อนยวดยิ่ง ) เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ ความหนาแน่นไอจะมีค่าสูงสุด และผลการเพิ่มความดัน จะทำให้ไอบางส่วน เป็นของเหลว นอกจากนั้น การอัดจะเป็นการเพิ่มขึ้นของความดันอิ่มตัว และอุณหภูมิอิ่มตัวของของเหลวผสมไอ ทำให้ไอกลายเป็นของเหลวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ( โดยไม่มีการถ่ายโอนความร้อนให้กับอากาศโดยรอบ )
ความร้อนแฝงที่ไอคายออกมาเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เป็นความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิอิมตัวของไอผสมของเหลวสูงขึ้น
ในกรณีของเครื่องปรับอากาศ ปัจจุบันได้ใช้ Compressure ไนการอัดไอ เพื่อควบแน่น ไอให้กลายเป็นของเหลว จากนั้นจึ่งถูกส่งไปที่ คอนเด็นเซอร์ เพื่อให้ ( สารเคมีที่เป็นของเหลวไปเรียบร้อยแล้ว ) ได้คายความร้อน หรือระบายความร้อนออกไป เพื่อให้ของเหลวเย็นลง
ต่อจากนั้น จึงต้องลดความดันลงที่ แค็ปทิ้ว แล้วเพื่อฉีดให้เป็นฝอยละออง จึงครบวัฏจักร์
จะเห็นได้ว่า ที่Mr.energy ให้ความรู้ท่านทั่งหลาย ถูกต้องทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นดังที่ เณรน้อย ชาลี สีขาว ได้กล่าวหาไว้ Mr.energy มีความรู้ และมีการศึกษาสูง อย่างลึกซึ้งมาก่อน บวกด้วยประสบการณ์ที่สะสมมา เป็นเวลา 50 ปี ความรู้เหล่านี้ มันตันหมดแล้ว จึ้งต้องทะลุกำแพงอันหนาและหนัก ที่ขวางหน้าและหยุดความรู้เดิมๆ Mr.energy ไม่สามารถหาตำราที่ไหนมาอ่านเพื่อศึกษาได้อีก เพราะอ่านมาหมดแล้ว และอยากออกนอกกรอบบ้าง เพื่อที่จะได้ความรู้ใหม่ๆ ประสบการณ์ ใหม่ๆ เพือความก้าวหน้า
สำหรับผู้ไม่รู้ ก็อย่าพึ่งดูหมิ่น ความรู้ของผู้อื่น เพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอ ปล่อยไก่ และเสียหน้า อย่าง เณรน้อย เจ้าปัญญา
ขอผู้รู้จริงช่วยกัน แก้ไขเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของแอร์ใหม่ ปฏิรูป ระบบแอร์ให้ใช้พลังงานน้อยที่สุด โดยไม่ต้องใช้ Compressure
สำหรับ Mr,energy ได้ทำการวิจัย โปรเจ็คนี้อยู่ และมีแนวทางปฏิบัติ ในรูปแบบ แอร์ ที่ไม่มี Compressure เอาไว้แล้ว และระบบ แอร์ แบบใหม่นี้ ต้องติดตั้งไว้บนหลังคาตึก อาคารเท่านั้น แถมประสิทธิภาพ ยังสามารถ จ่ายกระแสไฟฟ้าลงมาให้ใช้กันอีกด้วย ไม่ตัองพึ่งพาไฟจากรัฐ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
Crown 18# ผู้เยี่ยมชม
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
Crown 18# ผู้เยี่ยมชม
|
ตอบเมื่อ: Thu Sep 27, 2007 11:45 pm เรื่อง: ตัวช่วย |
|
|
ตัวช่วยอยู่นี่
http://www.pantip.com/cafe/php/writeboard.php
ค่ายหว้ากอ ใน Pantip
ถูกฝา ถูกตัว อย่าไปกวนพี่น้ำเขา
เข้าไปเทศน์กันได้เลย
เอ้า เอานี่ไปดูอีกหน่อย
[url=http://www.energyefficiencyasia.org/docs/ee_modules/thai/Chapter%20-%20Air%20Conditioning%20and%20Refrigeration%20(Thai).pdf]http://www.energyefficiencyasia.org/docs/ee_modules/thai/Chapter%20-%20Air%20Conditioning%20and%20Refrigeration%20(Thai).pdf[/url]
[url=http://www.energyefficiencyasia.org/docs/ee_modules/thai/Chapter%20-%20Air%20Conditioning%20and%20Refrigeration%20(Thai).pdf] [/url] |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ชาลี สีขาว ผู้เยี่ยมชม
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
Mr.energy ผู้เยี่ยมชม
|
ตอบเมื่อ: Fri Sep 28, 2007 9:17 am เรื่อง: พลังงานกู้โลก |
|
|
มีความจริงอยู่สิ่งหนึ่งของมนุษย์ ก็คือ
คนดีมักชอบทำ คนชั่วมักชอบติ
คนดีมักมีความคิดสร้าง คนชั่วมักมีความคิดทำลาย
ถึงแม้คนดีได้ลงมือทำในสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นแต่สุดท้ายไม่อาจทำให้สำเร็จได้ คนผู้นั้นก็ถื่อได้ว่าเป็นคนดี ซึ่งได้มีความเพียรพยายามทำในสิ่งดีที่สุดเพื่อเป็นประโยชน์แล้ว
คนชั่วไม่เคยลงมือทำสิ่งใดเลย แต่ชอบมองคนอื่นทำ และคอยจับผิดเสมอไป
คนชั่วมักปากเสีย พูดแต่ความเท็จ รังเกียจความจริง ทำร้ายผู้อื่น
คนเช่นนี้สังคมรังเกียจ และตกต่ำ ไม่มีความเจริญ
ขอคนชั่ว จงกลับใจ และถ่อมตัวลงเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่
จงรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง จงอย่ากล่าวหาใส่ร้ายผู้อื่นอย่างไร้เหตุผล
จงหาความจริง และพิสูจน์ ก่อนตัดสินผู้อื่น
สัตว์ชั้นต่ำเช่น เชื้อโรค เมื่อไปอยู่ในกลุ่มของ เชื้อโรคที่รวมตัวกันสร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลาย เช่นจุลลินทรีย์ แล็คโตไปซิรัส ในยาคู้ เมื่อมีเชื้อโรคที่ทำลาย เข้ามารวมกลุ่ม ก็จะกลับเป็นสร้างสรรค์แทนการทำลาย
มนุษย์ไม่ได้เป็นเช่นสัตว์ชั้นต่ำขนาดนั้น แต่ก็ยังมีคนชั่วปะปนอยู่ในสังคม ยากที่จะกลับใจ
ชั่งน่าอนาจนัก มนุษย์ หนอ มนุษย์ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ผู้เยี่ยมชม
|
ตอบเมื่อ: Fri Sep 28, 2007 9:32 pm เรื่อง: |
|
|
ใคร่ขอถามนิดนึงว่า มันไปเกี่ยวกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่จุดไหน ถ้าไม่พูดถึงโรงไฟฟ้าน้ำมันถ่านหินอะนะ
ผมไม่ได้ศึกษามาโดยตรงน่ะ แต่เคยเรียน Thermo นิดหน่อยก็พอจะเข้าใจว่าทำไมมันต้องเป็นอย่างนั้นๆ ... ผมอ่านๆข้อความของ Mr.Energy ก็เห็นวนๆอยู่แต่ระบบแอร์ แต่ดูไม่ได้พูดถึง Thermodynamic เลย ลองไปศึกษาเรื่องนี้ก่อนดีกว่าไหมครับ น่าจะจูนกันรู้เรื่องนะ
ถ้าอยากทำ ก็ลองทำระบบที่ลดความร้อนของก๊าซร้อนก่อนเข้าคอมก็จะทำให้อัดง่ายขึ้น และใช้น้ำช่วยระเหยที่คอยล์ร้อน ซึ่งต้องใช้คอยล์ไร้สนิม(แพง)อีก อ้อ รู้สึกการใช้น้ำช่วยระเหยที่คอล์ยร้อน ม.บางมดเคยทำไปแล้วมั๊งครับ ลองไปหาข้อมูลดู |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ผู้เยี่ยมชม
|
ตอบเมื่อ: Sat Sep 29, 2007 8:13 am เรื่อง: |
|
|
เรียนผู้เยี่ยมชมครับ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็น
การลด คาบอนไดออกไซด์ ที่ระบบแอร์ จากคอมเพลสเซอร์ ไม่ได้เกี่ยวกันโดยตรงครับ
คอมเพลสเซอร์ไม่ได้สร้าง คาบอนไดออกไซด์แม้แต่นิดเดียว แต่มันกินพลังงานมากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ และนั่นเป็นสาเหตุ โดยอ้อม ที่ส่งผลกระทบไปยังโรงงานผลิตไฟฟ้า เพราะไฟฟ้า70% ของประเทศ ต้องใช้น้ำมันเตา และก๊าซธรรมชาติ ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งระบบการเผาไหม้นี้จะส่งคาบอนไดออกไซด์ออกมาเป็นจำนวนมาก ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้า ที่ศูนย์เสียไปกับระบบแอร์ มากถึง 70% และส่งผลย้อนกลับไปถึงการผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าครับ
ส่วนเรื่อง Thermodynamic เป็นหลักวิชาที่เข้าใจได้ง่ายเฉพาะนักวิชาการและวิศวกรที่แม่น หลักการนี้เท่านั้น แต่อย่างพึ่งเอาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะมันเป็นเรื่องของหลักการคำนวณทั้งสิ้น
หลักการปฏิบัติต้องมาก่อน และถึงจะย้อนกลับมาคำนวณ เพื่อให้แนวปฏิบัติ อยู่ในเส้นทางที่รัด และใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด ผมก็ไม่ได้ทิ้ง Thermodynamic นะครับ ตำราเรื่องนี้ผมได้มาจากตำราของต่างประเทศ ความหนาของเรื่องนี้ ถึง 3 นิ้วเลยทีเดียว ครอบครุมหลักการทุกเรื่อง และครอบครุมเนื้อหาละเอียดและกว้างขวางมากที่สุด กว่าตำราใดๆ
ประเด็น ใช้น้ำลดความร้อน ใช่ครับมีมานานแล้ว ระบบชีลเลอร์ แอร์ขนาดใหญ่ก็ใช้น้ำลดความร้อนกันอยู่ในปัจจุบันครับ แต่การใช้น้ำลดความร้อน มีผู้เข้าใจผิดมากมาย โดยเฉพาะวิศวกรไทยๆเรา เพราะมันไม่ใช่การควบแน่นนะครับ อย่าเข้าใจผิด และอย่าหลงประเด็นเป็นอันขาด ดังที่ผมได้เคยกล่าวไปแล้วว่า คอมเพลสเซอร์ หรือวิธีการอัดไอ คือการควบแน่น ไอให้เป็นของเหลว แต่กรณีของน้ำ ใช้ลดความร้อนของ ของเหลวจากน้ำยา Refrigerant ที่ออกจากคอมเพลสเซอร์ และมีความร้อน ไประบายออกที่ คอนเด็นเซอร์ ยังมีช่างเถาะจำนวนมาก ที่เข้าใจผิดและแปลความหมายของ คอนเด็นเซอร์ผิดๆ ว่าเป็นระบบการควบแน่น ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าเข้าใจตามๆกันมา ก็จะเข้าใจผิดตามๆกันไปอีกนาน ที่เข้าใจผิดกันก็เพราะ
คอมเพลสเซอร์ ทำการอัดไอให้เป็นของเหลว ภายใต้เงื่อนไขของแรงดันวิกฤต ซึ่งแรงดันจะทำให้ไออิ่มตัวกลายเป็นของเหลว จากนั้นก็ถูกส่งออกไปเข้า คอนเด็นเซอร์ ซึ่งในขณะนั้น ไอได้ถูกอัดให้เกิดความดัน ภายในคอนเด็นเซอร์ และไอจึงเกิดการควบแน่นกลายเป็นของเหลวภายในคอนเด็นเซอร์ และคอนเด็นเซอร์ก็ต้องรีบระบายความร้อนออกไปโดยเร็ว เพื่อไอจะได้กลายเป็นของเหลวได้หมด ภายในคอนเด็นเซอร์ ซึ่งอยู่ภายใต้แรงดัน
ประเด็นที่ถูกต้องก็คือ คอนเด็นเซอร์ ไม่ใช่ตัวทำให้เกิดแรงดัน หรือไม่ใช่ระบบอัดไอ คอนเด็นเซอร์ ไม่ได้ทำให้ไอ เป็นของเหลวหรือเกิดการควบแน่นเลยแม้แต่น้อย แต่ไอถูกบังคับให้ไปอัดตัวอยู่ภายในคอนเด็นเซอร์ต่างหาก จึงอย่าหลงประเด็นและเข้าใจผิดในเรื่องนี้โดยเด็ดขาด เพราะเดียวจะไม่ใช้วิศวกรตัวจริง แต่กลายเป็นช่างเถาะทั่วๆไป อย่างเณรน้อยเจ้าปัญหา
ผมจะอธิบายเรื่องนี้ให้ผู้ที่เข้าใจผิดทั้งหลาย รวมทั้งการตีความและแปล อังกฤษเป็นไทยจากตำราไทยส่วนใหญ่ อย่างผิดๆอีกด้วย
ผมจะอธิบาย และแยกแยะให้เห็น ดังต่อไปนี้
ถ้าเราอัดไอ ผ่านคอมเพลสเซอร์ แต่ไม่ได้ส่งไปยัง คอนเด็นเซอร์ โดยอัดไอลงสู่ถังความดัน ไอก็จะกลายเป็นของเหลวอยู่ภายในถังแรงดัน แต่ไม่ทั้งหมด เพราะไม่ได้ถูกระบายความร้อนออก เพราะถังแรงดันไม่สามารถระบายความร้อนออกได้โดยง่าย เขาจึงออกแบบคอนเด็นเซอร์ ให้สามารถระบายความร้อนออกได้โดยเร็วที่สุด ลักษณะทางกายภาพของคอนเด็นเซอร์ มีหลัการที่เหมือนกันกับถังแรงดันอยู่บ้างคือ การเกิดแรงดันภายในรังผึ่ง ซึ่งตัว คอมเพลสเซอร์จะอัดแรงดันสะสมอยู่ภายในตัวรังผึ้ง หรือคอนเด็นเซอร์ จนเกิดแรงดัน ไม่เกินแรงดันวิกฤต ไอก็จะเกิดการอัดตัวอยู่ภายในตัวคอนเด็นเซอร์ และโมเลกุลของไอ ก็จะรวมตัวกันและเกิดการควบแน่นจนไอกลายเป็นของเหลว (อยู่ภายในคอนเด็นเซอร์) ได้และเป็นของเหลวได้หมด เพราะมีการระบายความร้อนออกอย่างเร็ว อีกประเด็นที่สำคัญคือ การนำความร้อนออกจากของเหลว และไอ ที่ยังไม่ได้กลายเป็นของเหลวที่ผสมกันอยู่ในตัวคอนเด็นเซอร์ ซึ่งจะต้องระบายความร้อนออกโดยเร็ว เพื่อให้ไอ กลับกลายเป็นของเหลวได้หมด ภายใต้แรงดันซึ่งถูกระบายความร้อนออก เพราะถ้าไม่ระบายความร้อน ด้วยคอนเด็นเซอร์ หรือภายในคอนเด็นเซอร์ ระบายความร้อนได้ไม่ทัน ก็จะทำให้แอร์ไม่เย็น เพราะไอ จะไปรวมกันอยู่ที่บริเวณ แค็ปทิ้ว และถูกฉีด เข้าไปที่ อีวาปเรเตอร์ ก็จะมีแต่ไอละครับ คราวนี้ ที่เข้าไปภายใน อีวาปเรเตอร์ ส่วนน้ำยาเข้าไปน้อย จึงทำให้แอร์ไม่เย็น
คอนเด็นเซอร์จึงมีส่วนสำคัญ ในหน้าที่ของการระบายความร้อนออกโดยเร็ว จนไอที่หลงเหลืออยู่กลับกลายเป็นของเหลวได้หมด ก่อนเข้าอีวาปเรเตอร์
ประเด็นนี้จึงถูกแยกระหว่าง หน้าที่การทำงานของ คอมเพลสเซอร์ กับ หน้าที่ของคอนเด็นเซอร์
ก็คงจะมีแต่วิศวกร ชาวต่างชาติ และนักวิชาการที่จบการศึกษามาจากต่างประเทศ ในเนื้อหาของ Heat exchange เท่านั้นมั้งครับที่เข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้อง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ชาลี สีขาว ผู้เยี่ยมชม
|
ตอบเมื่อ: Sat Sep 29, 2007 2:55 pm เรื่อง: อย่ามั่ว |
|
|
'การลด คาบอนไดออกไซด์ ที่ระบบแอร์ จากคอมเพลสเซอร์ ไม่ได้เกี่ยวกันโดยตรงครับ
คอมเพลสเซอร์ไม่ได้สร้าง คาบอนไดออกไซด์แม้แต่นิดเดียว แต่มันกินพลังงานมากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ และนั่นเป็นสาเหตุ โดยอ้อม ที่ส่งผลกระทบไปยังโรงงานผลิตไฟฟ้า เพราะไฟฟ้า70% ของประเทศ ต้องใช้น้ำมันเตา และก๊าซธรรมชาติ ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งระบบการเผาไหม้นี้จะส่งคาบอนไดออกไซด์ออกมาเป็นจำนวนมาก ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้า ที่ศูนย์เสียไปกับระบบแอร์ มากถึง 70% และส่งผลย้อนกลับไปถึงการผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าครับ '
ไปอ่านรายงานการใช้พลังงานของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ซะก่อน ก่อนที่จะมามั่วว่า ไฟฟ้า70% ของประเทศ ต้องใช้น้ำมันเตา และก๊าซธรรมชาติ ในการผลิตไฟฟ้า และส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้า ที่ศูนย์เสียไปกับระบบแอร์ มากถึง 70% ยิ่งไปกันใหญ่ อย่าเที่ยวไปเข้าใจผิดโดยไม่ศึกษาให้ดีเสียก่อน ถ้าจะพูดว่าพลังงานที่ใช้ในระบบแอร์ประมาณ 70-75 % เป็นพลังงานไฟฟ้า ก็รับฟังได้
เรื่องความคิดสร้างสรร คงไม่มีใครมาทำลายได้หรอก
ี่เรื่องที่เขาให้ข้อคิด ก็ฟังและตรองดู มั่วไปก็ไม่ได้ประโยชน์
ถ้ายังไม่ได้ทุนสนับสนุน ก็ลองของไปที่ UN หรือไม่ก็ หน่วยงานที่มีหน้าที่ ไม่ดีหรือ
เรื่องใหญ่ๆระดับโลก ชนิดผลิตอากาศเย็นได้ -50 C พร้อมได้ไฟฟ้าใช้แบบนี้ ความสำคัญไม่ใช่การค้นพบนวรรตกรรมใหม่ แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์มหาศาล ใครๆก็อยากสนับสนุนทั้งนั้นแหละ
ที่เขาเสนอไปแล้วเขาไม่สนับสนุน เป็นเพราะอะไรก็ลองไปถามเขาดู เห็นเขียนไปทั่วนี่
จินตนาการ ความคิดสร้างสรร ความคิดนอกกรอบ มีเส้นบางๆกันอยู่ บางคนก็เรียกว่าเส้นติงต๊อง
บางคนก็เรียกว่าเส้นบ้าๆ มันก็ยากจะตัดสินกันได้ จนกว่าเวลาต่อมาความคิดนั้นจะได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง
ความคิดขัดแย้ง ไม่เห็นด้วยกับหลักทฤษฎี เป็นเรื่องดี แต่ต้องอธิบายความขัดแย้งและพิสูจน์ให้เห็น แต่ไม่ควรเอาความเข้าใจผิดๆของตัวเองไปเผยแพร่ในวงกว้าง
อย่าให้เด็กถอนหงอกได้ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
เฉียบ ผู้เยี่ยมชม
|
ตอบเมื่อ: Sat Sep 29, 2007 6:16 pm เรื่อง: |
|
|
' ตำราเรื่องนี้ผมได้มาจากตำราของต่างประเทศ ความหนาของเรื่องนี้ ถึง 3 นิ้วเลยทีเดียว ครอบครุมหลักการทุกเรื่อง และครอบครุมเนื้อหาละเอียดและกว้างขวางมากที่สุด กว่าตำราใดๆ '
เฉียบมาก คุณชาลี สีขาว
แต่อย่าไปสู้กับตำราข้างบนนี้เลย เพราะเขาอ้างตำรากว้างขวางมากที่สุดหว่าตำราใดๆแล้ว เดี๋ยวคุณชาลี จะหลุดข้ามเส้นบางๆนั้นไปด้วย
'ในกรณีของเครื่องปรับอากาศ ปัจจุบันได้ใช้ Compressure ไนการอัดไอ เพื่อควบแน่น ไอให้กลายเป็นของเหลว จากนั้นจึ่งถูกส่งไปที่ คอนเด็นเซอร์ เพื่อให้ ( สารเคมีที่เป็นของเหลวไปเรียบร้อยแล้ว ) ได้คายความร้อน หรือระบายความร้อนออกไป เพื่อให้ของเหลวเย็นลง
ต่อจากนั้น จึงต้องลดความดันลงที่ แค็ปทิ้ว แล้วเพื่อฉีดให้เป็นฝอยละออง จึงครบวัฏจักร์ '
อาจมีใครเริ่มสับสนแล้ว ลองไปดูรูปประกอบที่เขาอุตส่าห์ค้นมาให้ดูนะ
และ
' มีผู้เข้าใจผิดมากมาย โดยเฉพาะวิศวกรไทยๆเรา '
' ก็คงจะมีแต่วิศวกร ชาวต่างชาติ และนักวิชาการที่จบการศึกษามาจากต่างประเทศ ในเนื้อหาของ Heat exchange เท่านั้นมั้งครับที่เข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้อง '
ถ้าผู้แสดงความเห็นมีวิชาชีพ ก็ต้องไปอ่านจรรยาบรรณวิชาชีพตัวเอง
ถ้าผู้แสดงความเห็นไม่อยู่ในวิชาชีพที่แสดงความเห็น ก็ควรศึกษาข้อเท็จจริงก่อนแสดงความเห็น |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
Mr.energy ผู้เยี่ยมชม
|
ตอบเมื่อ: Thu Oct 04, 2007 1:47 pm เรื่อง: |
|
|
ถ้าใครยังสงสัยและไม่เข้าใจอีกว่า คอนเด็นเซอร์ ในระบบแอร์ ไม่ใช่เครื่องควบแน่น แต่ คอมเพลสเซอร์ ต่างหากเป็นตัวควบแน่น Mr.energy ไม่อยากเห็น วิศวกรไทยเรามีความรู้แบบผิดๆตามๆกันไป และปักใจเชื่อในสิ่งที่ผิด ซึ่งเป็นผลให้ มันสมองอันชาญฉลาดของคนไทย ไม่เกิดการพัฒนา ดังที่ Mr.energy ได้กล่าวไปแล้วเป็นวิชาความรู้จริง จากประสบการณ์ ซึ่งเราสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก
และถ้ายังไม่เชื่ออีกว่า คอมเพลสเซอร์ ทำหน้าที่เป็นตัวควบแน่น ไม่ใช่ คอนเด็นเซอร์ และต้องเข้าใจอีกว่า ไอร้อนนั้น มันไปถูกอัดตัวกันภายใน คอนเด็นเซอร์ และไปแปลสภาพเป็นของเหลวภายในคอนเด็นเซอร์ ได้เพราะประสิทธิภาพในการระบายความร้อนของ คอนเด็นเซอร์ จึงจะเข้าใจได้ถูกต้องในหลักการ
ถ้ายังไม่เข้าใจอีกละก็ ลองโทรไปปรึกษา Mr. Blue ดูก็ได้ รายนี้ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญอีกท่านหนึ่ง
จะได้เข้าใจกันอย่างถูกต้อง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
Mr.energy ผู้เยี่ยมชม
|
ตอบเมื่อ: Thu Oct 11, 2007 7:54 am เรื่อง: |
|
|
คุณ คนจับผิด
ผมคือ Mr.energy มีชื่อว่าจริงว่า คริสต์ สิริกุล ผมไม่ใช่นายเอกพันธุ์
และผม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Trinity เลยแม้แต่น้อย ไม่ทราบคุณเข้าใจผิดในเรื่องใด
และมีจุดหมายสิ่งใด ถึงได้พยายามจับผิดกับ คนที่กระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ และกับมนุษย์ชาติ
การที่ผมทำงานวิจัย และพัฒนาในโครงการเทคโนโลยี ใหม่ๆ โดยเฉพาะ ในเทคโนโลยี ที่โลกกำลังต้องการเป็นอย่างมาก แน่นอนครับ ต้องมีคนคัดค้าน เพราะถ้าโครงการนี้สำเร็จก็จะต้องมีคนที่เสียผลประโยชน์และกระทบกับธุรกิจของคนอีกเป็นจำนวนมาก เพราะอะไรคงจะทราบกันอยู่แล้วไม่ต้องอธิบาย
ผมผิดด้วยหรือ ที่หาเงินทุนเพื่อทำงานวิจัย ผมผิดอะไรที่ผม พยายามผลักดันให้คนเชื่อในงานวิจัย ผมผิดอะไร ที่ผมเถียงหัวชนฝา ในสิ่งที่ผมรู้จริงจากการวิจัย และมีประสบการณ์จริง
ผมผิดอะไร ผมผิดตรงไหน ไหนพวกที่คอยจับผิดลองช่วยอธิบายให้ชัดเจนหน่อยซิครับ
และอย่ากล่าวหากันอย่างไม่มีหลักฐานใดๆ เพราะนั่นไม่ใช่การกระทำของผู้มีธรรมะ แต่เป็นการกระทำของคนต่ำช้า อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลยครับ ถ้าคุณไม่ใช่ผู้เสียผลประโยชน์ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
|